A group of activist are demonstrate against the new polity at now.
grammar

A group of activist are demonstrate against the new polity at now.

"กลุ่มนักเคลื่อนไหวกำลังประท้วงต่อต้านองค์การปกครองใหม่ในขณะนี้"

A group of activists มีนักเคลื่อนไหวหลายคน ดังนั้นต้องเติม s ให้ activist

ทีนี้เรามาวิเคราะห์กลุ่มคำนามนี้ คำหลักที่เป็น Subject จริง ๆ คือ A group ซึ่งมีแค่หนึ่งกลุ่ม (of activists = Prep. + Noun เป็นเพียงแค่ส่วนขยายของ A group) ดังนั้น A group จึงกำหนดให้ Verb ของประโยคเป็น is demonstrating

demonstrate แปลว่า "สาธิต" ก็ได้ แต่ในที่นี้แปลว่า "ประท้วง" เราใช้ Present Cont. (is/am/are + V-ing) เพื่อบอกถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ถ้าเราประท้วงต่อต้านเรื่องอะไรเราใช้ demonstrate + against + สิ่งที่ต่อต้าน

สุดท้ายคำว่า now เราใช้โดยไม่ต้องมี at นำหน้า รวมแล้วเราจะได้

  • A group of activists is demonstrating against the new polity now.

A majority of my students is absence today.
grammar

A majority of my students is absence today.

"นักเรียนส่วนใหญ่ของฉันไม่มาเรียนวันนี้"

จุดแรกที่ผิดแน่ ๆ คือ

  • Absence (noun) = การขาด (เรียน/งาน/ฯลฯ)

เราต้องใช้เป็น Adj. ไม่ใช่ N.

  • Absent (adj.) = ขาด (เรียน/งาน/ฯลฯ)

ส่วนถัดมาที่ควรปรับคือ is จุดนี้เราต้องพิจารณาความหมายประกอบด้วยว่า Majority (เอกพจน์) หรือ Students (พหูพจน์) เป็นคนที่ขาดเรียน ซึ่งคำตอบก็คือ Students เราจึงสามารถเปลี่ยน is --> are ได้

สุดท้าย คำว่า Majority สามารถใช้ได้ทั้ง the ทั้ง a แต่ปกตินิยมใช้สำนวน "the majority of something" มากกว่า ด้วยเหตุผลว่า ถ้าเป็น "ส่วนใหญ่" คือเกิน 50% ของทั้งหมด จะมีได้แค่ 1 กลุ่มเท่านั้น (กลับกัน ถ้าเป็น minority "ส่วนน้อย" มักใช้ a เพราะกลุ่มเล็ก ๆ ย่อย ๆ สามารถมีได้หลายกลุ่ม)

รวมแล้วเราอาจจะปรับประโยคเป็น

  • The majority of my students are absent today.

A safety goggle is a necessary equipment when done an experiment.
grammar

A safety goggle is a necessary equipment when done an experiment.

"แว่นนิรภัยเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นเวลาทำการทดลอง"

คำบางคำต้องใช้เป็นรูปพหูพจน์เสมอ
อย่างพวก กางเกง แว่นตา เพราะฝรั่งถือว่ามี 2 ข้าง และต้องมาเป็นคู่เสมอ
trousers / shorts / jeans / eyeglasses
กรณี goggles ก็เช่นกันต้องใช้เป็นพหูพจน์ เราห้ามพูดว่า a goggle
หากจะนับก็ต้องใช้คำว่า pair มาช่วยเป็น a pair of goggles

ดังนั้นตรงส่วนต้นประโยคอาจแก้ได้ 2 แบบ

  • Safety goggles are...
  • A pair of safety goggles is...

สังเกตว่า Verb ที่ใช้ต่างกัน
เพราะแบบบนประธานคือ goggles = พหูพจน์ --> are
แต่แบบล่างประธานไปอยู่ที่ A pair = เอกพจน์ --> is

ส่วนต่อมาคือคำว่า equipment คำนี้เป็น Noun นับไม่ได้
ถ้าคำไหนนับไม่ได้แล้วเราไม่สามารถเติม a/an ข้างหน้าหรือ s/es ข้างหลังได้
ห้ามพูดว่า an equipment หรือ equipments เด็ดขาด
วิธีแก้ส่วนนี้คือตัด a ทิ้งไป

  • a necessary equipment --> necessary equipment

ส่วนสุดท้ายที่ต้องแก้คือ

  • when done an experiment --> when doing an experiment

ปกติหลัง when จะตามด้วย clause = S. + V. (+O.)
และเราสามารถย่อ clause ที่ตามมาได้ ซึ่งในกรณีนี้คือ

  • when you are doing an experiment ขณะคุณกำลังทำการทดลอง
    เราละ you are ได้ เหลือแค่
  • when doing an experiment

สรุปคำตอบคือ

  • Safety goggles are necessary equipment when doing an experiment.
  • A pair of safety goggles is necessary equipment when doing an experiment.

Acrophobia is an irrational fear for high.
grammar

Acrophobia is an irrational fear for high.

"โรคกลัวความสูงเป็นความกลัวสถานที่สูง ๆ อย่างไม่มีเหตุผล"

Fear (noun) = "ความกลัว" อาจจะตามหลังด้วย Prep. of หรือ for ก็ได้ แต่ควาหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • fear of + สิ่งที่เรากลัว
    เช่น
  • I have a fear of insects.
    ฉันกลัวแมลง
  • Don't let fear of failure stop you.
    อย่าให้ความกลัวความล้มเหลวหยุดคุณไว้
  • fear for + สิ่งที่เรากลัวว่าจะได้รับอันตราย
    เช่น
  • The hostage's relatives expressed fears for his safety.
    ญาติแสดงความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตัวประกัน
  • Having fears for the patient's health, the doctor asked him to quit smoking and drinking immediately.
    ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพของคนไข้ คุณหมอจึงขอให้คนไข้หยุดสูบบุหรี่และดื่มเหล้าโดยทันที

ดังนั้นในโจทย์ข้อนี้เราต้องเลือกใช้สำนวน "fear of + สิ่งที่กลัว" ประโยคที่ถูกต้องคือ

  • Acrophobia is an irrational fear of heights.

ด้านหลัง of ต้องตามด้วย Noun ที่เป็น "สิ่งที่เรากลัว"
high เป็น Adj. ไม่ใช่ Noun จึงใช้ไม่ได้
height เป็น Noun แปลว่า "ความสูง"
heights เป็น Noun เช่นกัน แปลว่า "ที่สูง ๆ"

อาจมีคนสงสัยว่าเราควรใช้ height หรือ heights ดี ถ้าเราแปลตามภาษาไทย "กลัวความสูง" น่าจะใช้ height ดีกว่า แต่เราใช้ภาษาไทยมาเป็นเกณฑ์ตัดสินวิธีพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้ เราต้องดูว่าเจ้าของภาษาเขาใช้กันแบบไหน แบบไหนที่เป็นธรรมชาติสำหรับฝรั่ง ซึ่งในกรณีโรคกลัวความสูง ฝรั่งจะพูดว่า a fear of heights

An air is consisting mainly of the nitrogen and oxygen.
grammar

An air is consisting mainly of the nitrogen and oxygen.

"อากาศประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นหลัก"

อันดับแรก คำว่า Air เป็น gas เป็นนามนับไม่ได้ เราจึงไม่สามารถเติม a/an ข้างหน้าได้แน่ ๆ

บริบทที่เราพูดถึงอยู่ ทั้ง air, nitrogen และ oxygen เป็นนามทั่ว ๆ ไป เราไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นไนโตรเจนอันนั้นอันนี้ เราจึงไม่สามารถใส่ the ได้ เมื่อเรากล่าวถึงนามนับไม่ได้ แบบไม่เฉพาะเจาะจง เราไม่เติม article ใด ๆ เลย

ในส่วนของกริยา เราใช้ Present Continuous (is/am/are + V-ing) กับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

  • You are reading this post and learning English.

เราใช้ Present Simple กับเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง อย่างตัวอย่างประโยคข้อนี้ อากาศมีสภาพแบบนี้ตลอด เป็นข้อเท็จจริงของมันอย่างนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะขณะนี้ แล้วอีกห้านาทีสิบนาที ก็เปลี่ยนไปประกอบด้วยแก๊สชนิดอื่น ดังนั้นเราจึงต้องใช้ Present Simple คำตอบที่ถูกต้องคือ

  • Air consists mainly of nitrogen and oxygen.

อย่าลืมเติม s หลัง consist ด้วยนะครับ เมื่อไหร่ที่ประธานของประโยคเป็นเอกพจน์หรือนับไม่ได้ ต้องเติม s/es ที่ Verb ด้วย

Anne just gave me a useful advise on how to loss weight.
grammar

Anne just gave me a useful advise on how to loss weight.

"แอนเพิ่งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ว่าจะลดน้ำหนักอย่างไรกับฉัน"

  • advise เป็น Verb แปลว่า "แนะนำ"
  • advice เป็น Noun แปลว่า "คำแนะนำ"

ดังนั้นเราจึงต้องแก้ advise --> advice

Advice เป็น Noun นับไม่ได้
Noun นับไม่ได้ ไม่สามารถเติม a/an ข้างหน้า หรือ s/es ข้างหลังได้ เราจึงต้องแก้โดยการตัด a ออกไป หรือไม่ก็ใช้วลี a piece of ...

  • gave me useful advice
  • gave me a piece of useful advice

loss เป็น Noun แปลว่า "การ/ความสูญเสีย"
lose เป็น Verb แปลว่า "สูญเสีย" หรือ "แพ้"
หลัง how to ต้องตามด้วย V1 เราจึงต้องแก้

  • how to loss --> how to lose

รวมแล้วเราจะแก้ข้อนี้ได้เป็น

  • Anne just gave me useful advice on how to lose weight.
  • Anne just gave me a piece of useful advice on how to lose weight.

As child grow older, theirs bone become more thick and long.
grammar

As child grow older, theirs bone become more thick and long.

"เมื่อเด็ก ๆ โตขึ้น กระดูกของพวกเขาจะหนาขึ้นและยาวขึ้น"

เวลาเราเขียนภาษาอังกฤษเราต้องตระหนักถึงจำนวน ว่านับได้ นับไม่ได้ และมีอันเดียว หรือหลายอัน และเราต้องใช้คำให้สอดคล้องกันตลอดด้วย

อย่างในข้อนี้มีจุดที่ขัดแย้งกัน คือ child = เด็ก 1 คน กับ their = ของพวกเขา (หลายคน) เราต้องเลือกว่าจะพูดถึงเด็กคนเดียว ก็ใช้เป็น a child คู่กับ grows คู่กับ his or her หรือถ้าเลือกเป็นเด็กหลาย ๆ คน เราก็จะต้องเขียนว่า children คู่กับ grow คู่กับ their สังเกตว่า Verb ที่ตามหลัง จะเติม s หรือไม่เติม ขึ้นอยู่กับจำนวนของประธานข้างหน้า

คำว่า theirs กับ their ใช้ไม่เหมือนกัน แปลไม่เหมือนกัน

  • my + N. = mine
  • your + N. = yours
  • our + N. = ours
  • their + N. = theirs
  • his + N. = his
  • her + N. = hers
  • its + N. = its

แถวซ้ายมือ แปลว่า "ของใคร" ต้องมี Noun ตามหลัง
แถวขวามือแปลว่า "ของของใคร" เป็นคำ Noun ในตัวมันเองอยู่แล้ว เช่น

  • My car is red. Yours is blue.
    (ตรง Yours ก็คือ Your car นั่นเอง)

ดังนั้นเราต้องแก้เป็น ...their bones become... bones ก็ต้องมี s ด้วย เพราะคนเรามีกระดูกหลายชิ้น และเมื่อประธานคือ bones เป็นพหูพจน์แล้ว become ก็ไม่ต้องมี s

สุดท้าย รูปขั้นกว่าของ thick กับ long คือ thicker กับ longer ไม่ใช่เติม more เข้าไป รวมแล้วเราจะแก้ข้อนี้ได้เป็น

  • As children grow older, their bones become thicker and longer.

Basketball is play at much fast pace than baseball.
grammar

Basketball is play at much fast pace than baseball.

"กีฬาบาสเกตบอลถูกเล่นด้วยจังหวะการเล่นที่เร็วกว่าเบสบอลมาก"

"กีฬาบาสเกตบอลถูกเล่น..." เราต้องใช้ Passive voice (BE + V3) กีฬาไม่ได้เล่นตัวมันเอง แต่ถูกเล่นโดยมนุษย์ จึงต้องแก้ is play --> is played

pace แปลว่า ก้าวย่าง อัตราเร็ว ฝีเท้า คำนี้เป็น Noun นับได้ ถ้าเราใช้ในรูปเอกพจน์ เราต้องเติม a เข้าไปด้วย เป็น a much faster pace

จุดสุดท้ายคือเราต้องใช้ faster ไม่ใช่ fast เพราะเรากำลังเปรียบเทียบกีฬา 2 ชนิด ว่าใครเร็ว"กว่า"กัน สังเกตว่ามี than เป็นตัวบ่งชี้ด้วย

  • Basketball is played at a much faster pace than baseball.

Citrus fruits are rich of vitamin C.
grammar

Citrus fruits are rich of vitamin C.

"ผลไม้ตระกูลส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี"

Rich เป็น Adj. นอกจากที่แปลว่า "รวย" แล้ว ยังแปลว่า "อุดมไปด้วย" ได้อีก

  • Bodybuilders eat protein-rich foods to build up their muscles.
    นักเพาะกายกินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
  • Liver is a rich source of iron.
    ตับเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก

เราสามารถใช้สำนวน BE rich in บอกว่าอะไรอุดมไปด้วยอะไรได้ด้วย เช่น

  • Beans are rich in protein.
  • Liver is rich in iron.
  • Citrus fruits are rich in vitamin C.

Congratulation!
expression

Congratulation!

การกล่าวแสดงความยินดี เราต้องพูดว่า

  • Congratulations!
    ต้องมี s ด้วย

ถ้าเราจะระบุว่าแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสอะไร เราอาจพูดว่า

  • "Congratulations on + [วาระโอกาส]"

เช่น

  • Congratulations on your engagement!
    ขอแสดงความยินดีกับการหมั้นของคุณ

Congratulation เฉย ๆ ไม่มี s ก็มีเหมือนกัน แต่จะไม่ใช่ "คำพูด" ที่เรากล่าวออกมา เวลาแสดงความยินดี กรณีนี้จะหมายถึง "การ" แสดงความยินดี

Countable - Singular
grammar

1) I like cat but I don't like dog.
2) Human is smarter than other kinds of animals.
3) Traffic jam in Bangkok is horrible these days.

ทั้ง 3 ประโยคนี้ผิดทำนองเดียวกัน

คือเราห้ามใช้ Noun นับได้เอกพจน์ลอย ๆ เราต้องมี "คำนำหน้า" ให้มัน เราห้ามพูดว่า Cat is cute. เพราะ cat นับได้ และอยู่ในรูปเอกพจน์

สิ่งที่เราเติมหน้าคำนามเอกพจน์ได้มีหลายคำ เช่น

  • a / an / the
  • one / another / the other
  • each / every
  • this / that
  • my / your / Jane's
  • etc.

โดยที่แต่ละคำสื่อความหมายไม่เหมือนกัน

  • Every cat is cute. แมวทุกตัวน่ารัก
  • That cat is cute. แมวตัวนั้นน่ารัก
  • Your cat is cute. แมวของคุณน่ารัก

แต่ถ้าเราพูดถึงแมวทั้งหลาย แมวทั่ว ๆ ไป เราสามารถใช้เป็นรูปพหูพจน์ Cats ได้เลย โดยไม่ต้องมีคำนำหน้า เช่น

  • Cats are cute. = แมวน่ารัก

สามประโยคข้างต้นมีคำว่า cat / dog / human / traffic jam อยู่ ทั้งหมดนี้เป็น Noun นับได้ ที่อยู่ในรูปเอกพจน์ (traffic jam = รถติด นับได้ แต่ถ้า traffic เฉย ๆ กลับนับไม่ได้) ซึ่งเราสามารถแก้ให้ถูกไวยากรณ์ได้ โดยการแปลงคำเหล่านี้เป็นพหูพจน์ซะ

1) I like cats but I don't like dogs.
2) Humans are smarter than other kinds of animals.
3) Traffic jams in Bangkok are horrible these days.

Currently, there is a good number of unemployment in Thailand.
grammar

Currently, there is a good number of unemployment in Thailand.

"ขณะนี้มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากในประเทศไทย"

ประเด็นของข้อนี้คือวิธีใช้ a number of / an amount of ซึ่งอันแรกต้องตามหลังด้วย นามนับได้พหูพจน์ อันหลังต้องใช้กับ นามนับไม่ได้ ทำนองเดียวกับคำว่า many และ much

  • many + นามพหูพจน์
  • a ... number of + นามพหูพจน์
  • much + นามนับไม่ได้
  • an ... amount of + นามนับไม่ได้

unemployment = ภาวะว่างงาน นับไม่ได้ เราจึงต้องใช้คู่กับ amount ไม่ใช่ number

  • Currently, there is a good amount of unemployment in Thailand.

แต่ถ้าเราจะคง number ไว้ เราก็ต้องหาคำนามพหูพจน์มาแทนที่ unemployment เช่น คนว่างงาน (หลายคน) = unemployed people

  • Currently, there are a good number of unemployed people in Thailand.

สังเกตว่าเมื่อเราใช้ people ซึ่งเป็นพหูพจน์ Verb ของประโยคก็ต้องเปลี่ยนจาก is เป็น are ด้วย

Note:
บางคนสงสัยว่าจะผิดตรง Even ต้องแก้เป็นพวก Although / Though / Even though รึเปล่า คำตอบคือ Even ตรงนี้ถูกต้องอยู่แล้ว

Even แค่ทำหน้าที่เน้น ความหมายเป็นเชิงเสริมกันทำนอง "ก็ด้วย" เหมือน too และให้ความรู้สึกประหลาดใจ วิธีสังเกตวิธีนึงคือ เนื่องจาก Even เป็นแค่คำเสริม คำเน้น ไม่ได้เป็นตัวเชื่อมประโยค มันจึงไม่สำคัญมาก เราตัดมันทิ้งไปก็ยังอ่านรู้เรื่อง เช่น During economic booms,... = ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ที่โจทย์ใส่ Even มาก็เพื่อเสริมว่า ไม่ใช่แค่ตอนที่เศรษฐกิจไม่ดีนะ ที่มีคนว่างงาน ตอนที่เศรษฐกิจดี ๆ ก็มีด้วยเหมือนกัน

ลองดูเพิ่มเติมกับประโยคที่ผมได้เคยยกตัวอย่างไป even ในทั้ง 3 ประโยคนี้สามารถตัดทิ้งได้ โดยที่ยังถูกไวยากรณ์ และยังอ่านรู้เรื่อง แค่จะไม่ได้อารมณ์เท่าเวลามี even

  • This shop has everything. It sells fruit, vegetables, toys, books, computers and even cars.
  • She loves her dog too much. They sleep together. They even eat from the same bowl.
  • This will make our job even more difficult.

Delivered by Express Mail Service (EMS), the company guarantee that the customers will recieve thier ordered merchandises within 5 dates.
grammar

Delivered by Express Mail Service (EMS), the company guarantee that the customers will recieve thier ordered merchandises within 5 dates.

"บริษัทรับประกันว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่สั่ง ผ่านทาง EMS ภายใน 5 วัน"

ประโยคนี้มีผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดครับ เรามาดูจุดพวกนี้ก่อน

  • guarantee --> guaranteeS (ประธานเป็นเอกพจน์)
  • recieve --> recEIve (สะกดผิด)
  • thier --> thEIr (สะกดผิด)
  • merchandises --> merchandise (คำนี้นับไม่ได้ ห้ามเติม a/an หรือ s/es)
  • dates --> days (date = วันที่ / day = วัน)

อีกจุดที่ผิด และอธิบายยากหน่อยคือ ส่วนขยาย Delivered.... เรามีโครงสร้างการเขียน

  • V3..., S. + V.

(ขึ้นต้นประโยคด้วย V3 คั่นด้วย comma แล้วจึงตามด้วย ประโยคหลัก ที่มี Subject + Verb แท้)
ซึ่งให้ความหมายว่า S. เป็นผู้ถูกกระทำ V3 เช่น

  • Bitten by a cat, Anne cried noisily.
    แบบนี้คือ Anne was bitten by a cat.

ในโจทย์ของเรา S. = the company ตามไวยากรณ์นี้จะได้ว่า

  • The company is delivered by EMS.

แน่นอนว่าผิด เพราะบริษัทไม่มีทางถูกส่งได้ เป็นสินค้าต่างหากที่ถูกส่ง

วิธีแก้วิธีนึงคือหาทางเรียบเรียงประโยคใหม่หมด ให้ merchandise กลายมาเป็น S. ให้ได้ เช่น

  • Delivered by Express Mail Service (EMS), the ordered merchandise is guaranteed by the company to reach the customers within 5 days.

อีกวิธีคือ ย้ายส่วนขยาย Delivered... ไปอยู่หลังคำว่า merchandise ที่มันขยายเลย

  • The company guarantees that the customers will receive their ordered merchandise, (which is) delivered by Express Mail Service (EMS), within 5 days.

Despite of his long experience in the field, the engineer could not explained anything to this phenomena.
grammar

Despite of his long experience in the field, the engineer could not explained anything to this phenomena.

"แม้ว่าวิศวกรท่านนี้จะมีประสบการณ์ด้านนี้มายาวนาน เขาก็ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้เลย"

คำว่า Despite ไม่มี of ต่อท้ายครับ ให้ตัด of ออก
คำนี้ใช้เหมือน In spite of สังเกตว่าตัวนี้มี of บางคนเอา 2 คำนี้มาปนกัน

ทั้ง 2 คำแปลว่า "แม้ว่า" โดยจะต้องตามด้วย Noun ซึ่งในโจทย์ก็ถูกต้องอยู่แล้ว เพราะ experience เป็น N. ส่วนพวก Although/Though/Even though แปลว่า "แม้ว่า" เหมือนกัน แต่จะตามด้วย Clause

  • Despite + N.
  • In spite of + N.
  • Although + Cl.
  • Though + Cl.
  • Even though + Cl.

Verb ที่ตามหลัง may, might, can, could, shall, should, will, would ต้องเป็น V1 แบบไม่ผันอะไรเลยเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องแก้ could not explained --> explain

เราใช้

  • explain + เรื่องที่อธิบาย
  • explain to + คนที่ฟังเราอธิบาย

เช่น The boss explained the rules to the new employees. "ปรากฏการณ์" เป็นเรื่องที่อธิบาย (ไม่ใช่คนฟัง) จึงใช้ to ไม่ได้ และคำที่เหมาะจะเอามาใส่แทนคือ about

สุดท้ายคือ "ปรากฏการณ์"

  • phenomenon (เอกพจน์)
  • phenomena (พหูพจน์)

คำนี้ไม่ได้เปลี่ยนรูปโดยการเติม s/es เหมือนคำทั่ว ๆ ไป มันมีวิธีเปลี่ยนเฉพาะตัว คล้ายพวก man -> men child -> children

  • this + N. เอกพจน์
  • these + N. พหูพจน์

แต่ในโจทย์ใช้เป็น this phenomena ซึ่งขัดกับกฎ เราก็ต้องเลือกว่าปรากฏการณ์ที่คุยกันอยู่นี้มีหลายอันหรืออันเดียว สมมุติว่าเราพูดถึงแค่หนึ่งปรากฏการณ์ เราจะแก้ประโยคนี้ได้ว่า

  • Despite his long experience in the field, the engineer could not explain anything about this phenomenon.

Earth hot up recently.
grammar

Earth hot up recently.

"โลกร้อนขึ้นในระยะไม่นานมานี้"

ข้อนี้แก้ได้หลายแบบนะครับ
ผมจะแค่ยกตัวอย่างสัก 1 แบบ

The Earth ต้องมี the ด้วย เพราะมีเพียงหนึ่งเดียว

hot up = "ร้อนขึ้น" นี่ผิดมหันต์
เราแปล ไทย --> อังกฤษ ตรงตัวแบบนี้ไม่ได้
"ร้อนขึ้น" = "ร้อนกว่า(เดิม)" = hotter (than before)

hotter เป็น Adj. ขั้นกว่า
Adj. อาจมาคู่กับ Verb to BE หรือ Linking Verb อย่าง get / become ก็ได้
ผมเลือกใช้ become แล้วกัน เพื่อเน้น "การเปลี่ยนแปลง" ของอากาศที่ร้อนขึ้น

recently มักใช้คู่กับ Present Perfect = has/have + V3

รวมแล้วเราอาจจะเขียนว่า

  • The Earth has become hotter recently.

Eating well and exercising regularly, John's health is excellence even he is already 70.
grammar

Eating well and exercising regularly, John's health is excellence even he is already 70.

"ทานอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สุขภาพของจอห์นยังยอดเยื่ยม แม้จะอายุ 70 ปีแล้วก็ตาม"

1. Excellence เป็น Noun แปลว่า "ความยอดเยี่ยม" ดังนั้น ถ้าเขียนว่า

  • John's health is excellence. จะแปลว่า 'สุขภาพของจอห์น คือ ความยอดเยี่ยม'

ที่ถูกต้องเราต้องใช้ Excellent ซึ่งเป็น Adj. แปลว่า "ยอดเยี่ยม"

  • John's health is excellent.

2. Even ไม่ใช่ "คำเชื่อมประโยค" คำนี้เป็นแค่ Adv. คำเชื่อม ที่แปลว่า "ถึงแม้ว่า" ที่เราใช้ได้ตรงนี้ เช่น

  • Although
  • Though
  • Even though

3. ข้อนี้ยากหน่อยนะครับ หลาย ๆ คนอาจจะไม่ทราบประเด็นนี้

เรามีโครงสร้างการเขียนแบบหนึ่งคือ

  • V-ing..., S. + V.

(ขึ้นต้นประโยคด้วย V-ing คั่นด้วย comma แล้วจึงตามด้วย ประโยคหลัก ที่มี Subject + Verb แท้)
เช่น

  • Studying hard, Tom passed the exam.
    เรียนอย่างหนัก ทอมจึงสอบผ่าน

***เมื่อเราใช้โครงสร้างแบบนี้ เราจะถือว่า Subject ของประโยคหลักเป็นคนทำ V-ing ด้วยตัวเอง***

  • Tom studied hard. + Tom passed the exam --> Studying hard, Tom passed the exam.

ปัญหาของโจทย์ของเราคือ เรามี V-ing ได้แก่ Eating กับ exercising
เรามี Subject ของประโยคหลักคือ John's health = สุขภาพของจอห์น (ไม่ใช่ตัวจอห์นเอง) ตามโครงสร้างนี้จะแปลว่า "สุขภาพเป็นคนกิน เป็นคนออกกำลังกาย" ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ถ้าเราจะแก้ เราต้องเรียบเรียงใหม่ให้ John กลายมาเป็น Subject ของประโยคหลัก เช่น

  • Eating well and exercising regularly, John has excellent health even though he is already 70.

Even during economic booms, there is a small number of unemployment.
grammar

Even during economic booms, there is a small number of unemployment.

"แม้กระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็ยังคนที่ว่างงานอยู่เล็กน้อย"

ประเด็นของข้อนี้คือวิธีใช้ a number of / an amount of ซึ่งอันแรกต้องตามหลังด้วย นามนับได้พหูพจน์ อันหลังต้องใช้กับ นามนับไม่ได้ ทำนองเดียวกับคำว่า many และ much

  • many + นามพหูพจน์
  • a ... number of + นามพหูพจน์
  • much + นามนับไม่ได้
  • an ... amount of + นามนับไม่ได้

unemployment = ภาวะว่างงาน นับไม่ได้ เราจึงต้องใช้คู่กับ amount ไม่ใช่ number

  • ... there is a small amount of unemployment.

แต่ถ้าเราจะคง number ไว้ เราก็ต้องหาคำนามพหูพจน์มาแทนที่ unemployment เช่น คนว่างงาน (หลายคน) = unemployed people

  • ... there are a small number of unemployed people.

สังเกตว่าเมื่อเราใช้ people ซึ่งเป็นพหูพจน์ Verb ของประโยคก็ต้องเปลี่ยนจาก is เป็น are ด้วย

Note:
บางคนสงสัยว่าจะผิดตรง Even ต้องแก้เป็นพวก Although / Though / Even though รึเปล่า คำตอบคือ Even ตรงนี้ถูกต้องอยู่แล้ว

Even แค่ทำหน้าที่เน้น ความหมายเป็นเชิงเสริมกันทำนอง "ก็ด้วย" เหมือน too และให้ความรู้สึกประหลาดใจ วิธีสังเกตวิธีนึงคือ เนื่องจาก Even เป็นแค่คำเสริม คำเน้น ไม่ได้เป็นตัวเชื่อมประโยค มันจึงไม่สำคัญมาก เราตัดมันทิ้งไปก็ยังอ่านรู้เรื่อง เช่น During economic booms,... = ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ที่โจทย์ใส่ Even มาก็เพื่อเสริมว่า ไม่ใช่แค่ตอนที่เศรษฐกิจไม่ดีนะ ที่มีคนว่างงาน ตอนที่เศรษฐกิจดี ๆ ก็มีด้วยเหมือนกัน

ลองดูเพิ่มเติมกับประโยคที่ผมได้เคยยกตัวอย่างไป even ในทั้ง 3 ประโยคนี้สามารถตัดทิ้งได้ โดยที่ยังถูกไวยากรณ์ และยังอ่านรู้เรื่อง แค่จะไม่ได้อารมณ์เท่าเวลามี even

  • This shop has everything. It sells fruit, vegetables, toys, books, computers and even cars.
  • She loves her dog too much. They sleep together. They even eat from the same bowl.
  • This will make our job even more difficult.

Even Susan has studied really hard, she didn't pass the exam.
grammar

Even Susan has studied really hard, she didn't pass the exam.

"แม้ว่าซูซานได้ตั้งใจเรียนอย่างหนัก เธอก็สอบไม่ผ่าน"

จุดแรกคือ Even หลายคนใช้คำนี้ผิด Even ไม่ใช่ คำเชื่อม clause กับ clause
Although, Though, Even though ซึ่งแปลว่า "แม้ว่า" ต่างหากถึงจะเป็นตัวเชื่อม บอกความแย้ง ในข้อนี้เราจึงต้องเปลี่ยน Even เป็นตัวเชื่อมตัวใดตัวหนึ่งในนี้แทน

อีกประเด็นคือเรื่องความหมาย Even ก็ไม่ได้สื่อถึงความแย้ง Even = "แม้แต่....ก็ด้วย" หรือ "ด้วยซ้ำ" หรือ "ยิ่งไปกว่านั้น" ความหมายของมันเป็นในทำนองให้ข้อมูลเพิ่มเติม เสริมกัน คล้าย too, as well แต่ even จะให้อารมณ์ประหลาดใจด้วย

  • This shop has everything. It sells fruit, vegetables, toys, books, computers and even cars.
    ร้านนี้ขายทุกอย่าง ... แม้แต่รถยนต์ก็ยังมีขาย
  • She loves her dog too much. They sleep together. They even eat from the same bowl.
    เธอรักหมามากเกินเหตุ ... เธอกินข้าวถ้วยเดียวกับมันด้วยซ้ำ
  • This will make our job even more difficult.
    นี่จะทำให้งานของเรายากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก

ทีนี้เรามาดูเรื่อง Tense กันบ้าง ในข้อนี้เรามี 2 เหตุการณ์ 1. ซูซานตั้งใจเรียน 2. เธอสอบไม่ผ่าน ทั้งคู่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เราควรใช้ Past Tense บรรยายเรื่องทั้งสอง

เช่น ใช้เป็น Past Simple ทั้งคู่

  • Although Susan studied really hard, she didn't pass the exam.

อีกแบบนึงคือ เราใช้ Past Perfect (had + V3) คู่กับ Past Simple (V2)
เรื่องที่ใช้ Past Perfect เป็นเรื่องที่เกิดก่อน และสัมพันธ์กับเรื่องที่เกิดต่อมา ซึ่งใช้ Past Simple
1. ซูซานตั้งใจเรียน เกิดก่อน เราใช้ Past Perfect
2. เธอสอบไม่ผ่าน เกิดภายหลัง จึงใช้ Past Simple

  • Although Susan had studied really hard, she didn't pass the exam.

Farmers and workers rised up and overthrown the oppressive government.
grammar

Farmers and workers rised up and overthrown the oppressive government.

"เกษตรกรและแรงงานลุกฮือขึ้นต่อต้านและล้มรัฐบาลซึ่งกดขี่่ข่มเหงประชาชน"

Rise สามารถแปลว่า "ลุกขึ้น"
โดยเฉพาะในวลี "rise up" หรือ "rise against" แปลว่า "ลุกฮือขึ้นต่อต้าน"

Rise เป็น Irregular verb
เราจึงไม่สามารถเติม -ed สำหรับ V2 และ V3 ได้
กริยา 3 ช่อง ที่เราเคยท่องกันมาคือ

  • rise rose risen

Overthrow แปลว่า "ล้มล้าง" "โค่นล้ม"
คำนี้ก็เป็น Irregular verb
กริยา 3 ช่อง ผันแบบเดียวกับคำว่า "throw" ที่แปลว่า "ขว้าง" "โยน"

  • overthrow overthrew overthrown

ในโจทย์ข้อนี้เล่าเรื่องในอดีต ใช้ Past Simple เราจึงต้องใช้ V2

  • rised up --> rose up
  • overthrown --> overthrew

ดังนั้นคำตอบคือ

  • Farmers and workers rose up and overthrew the oppressive government.

He dead.
grammar

He dead.

"เขาตาย"

เวลาเรียนภาษา เราจำแค่คำแปลอย่างเดียวไม่ได้
เราต้องแยกแยะ part of speech ด้วย
ว่าคำไหน เป็น Noun / Verb / Adj. / Adv. / etc.
ไม่เช่นนั้นเราก็จะพูดผิด เขียนผิด อยู่ตลอด

  • die (verb) = ตาย
  • dead (adj.) = ตาย
  • death (noun) = การ/ความตาย
  • deadly (adj./adv.) = ที่ร้ายแรงถึงตาย (เช่น อาวุธ ยาพิษ)

คำที่ใช้ได้ในข้อนี้คือ die กับ dead
นอกจาก part of speech จะต่างกันแล้ว
ความหมาย "ตาย" ของ 2 คำนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน 100%

die (verb) = เสียชีวิต (จากมีชีวิต กลายเป็นตาย)
เวลาเราจะมาเล่าว่าใครเสียชีวิต เรื่องนั้นต้องเกิดขึ้นแล้ว (ในอดีต)
เราจึงต้องเล่าเป็น Past Tense

  • He died.

dead (adj.) = ไม่มีชีวิต (บรรยายสภาพของศพ)
ส่วนคำนี้เป็นการบอกสภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้า (สภาพในปัจจุบัน)
เช่น เห็นคนนอนอยู่ เมื่อเข้าไปตรวจดู พบว่าเป็นร่างไร้ชีวิต
เราบรรยายข้อเท็จจริงโดยใช้ Present Simple ครับ

  • He is dead. (Adj. จะมาคู่กับ Verb to BE)
 

© สงวนลิขสิทธิ์

 

KandoWriting C.P. Tower 3 ติด BTS พญาไท ทางออกตรงข้าม Airport Link โทร. 099-230-4321